ก้าวใหม่ของการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว


แนวคิดหนึ่งของสถาปัตยกรรมในปัจจุบันคือความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่บนฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวถูกสร้างให้เป็นรูปธรรมโดยมาร์เซล คาร์ลเบอเรอร์ สถาปนิกชาวสวิสเซอร์แลนด์วัย 66 ปีที่ทำงานในประเทศเยอรมันตั้งแต่วัยหนุ่มร่วม 10 ปีได้ใช้เทคนิคการก่อสร้างยุคเมโสโปเตเมียเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยการปลูกต้นไม้ โดยได้สร้างจุดประกายสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต โดยผลงานนาม Auerworld Palace มารดาแห่งสถาปัตยกรรมที่สร้างจากต้นวิลโลว์ ในปี 1998 ที่ชานเมือง Auerstedtประเทศเยอรมัน โดยจุดเด่นของสถาปัตยกรรมมีชีวิตคือการก่อสร้างโดยใช้อาสาสมัครทุกเพศทุกวัย จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมร้อยสังคมที่เคยห่างเหินให้กลับมาใกล้ชิด อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรักและความหวงแหนจากสิ่งก่อสร้างที่ทำมาด้วยมือของตน จนทำให้เกิดการตกผลึกเป็นงานเฉลิมฉลองในคืนพระจันทร์เต็มดวงของคนในชุมชนที่จะมารวมตัวกันโดยไม่ต้องนัดหมายนอกจากนี้ยังมีอีกชิ้นหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ วิหารต้นวิลโลว์เป็นสถาปัตยกรรมมีชีวิตขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.2001 ณ เมือง Rostock ประเทศเยอรมัน ซึ่งสถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์สื่อสารถึงศาสนาที่ยังมีชีวิต ซึ่งมุ่งไปที่การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ มนุษย์ และมิติทางความเชื่อ ในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมมีชีวิตเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีปยุโรป ทั้ง สวีเดน เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ เบลเยียม ออสเตรีย หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา โดยรวมแล้วมีจำนวนกว่า 70 แห่ง แม้สถาปัตยกรรมมีชีวิตจะอยู่ในห้วงยามของการทดลอง แต่ก็เปรียบเสมือนก้าวแรกของนวัตกรรมการออกแบบที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
ฉะนั้นในการออกแบบถาปัตยกรรมแต่ละชิ้นนั้นสถาปนิกต้องศึกษาความรู้เทคโนโลยีด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยไม่จำกัดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของวิชาชีพอื่นอีกต่อไป เพราะทุกอย่างจะเข้ามาเชื่อมโยงกันในที่สุดอย่างไรก็ตาม จะต้องรำลึกไว้เสมอว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่มิใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการได้มาซึ่งสถาปัตยกรรมสีเขียวแท้จริงแล้วคือการผสมผสานแนวคิดอนุรักษ์นิยมเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยที่ทุกคนต้องตระหนักว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่ทุกคนในโลกนี้ต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถาปัตยกรรมในชุมชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทัศนียภาพ


สถาปัตยกรรมภายในชุมชนสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท อาทิ บ้าน สโมสร สถานประกอบการ ร้านค้า ศูนย์กลางชุมชน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอาคารสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กอื่นๆ เช่น ศาลาพักผ่อน ศาล เป็นต้น อาคารเหล่านี้มีหลายรูปแบบและลักษณะ ตามประเภทการใช้งานของอาคาร รสนิยมและรายได้ของเจ้าของบ้าน และวัสดุที่จัดหาได้ในแต่ละท้องที่ อาจเป็นอาคารไม้ อาคารปูน มีตั้งแต่ชั้นเดียว ชั้นครึ่ง หรือสองชั้น

รูปแบบของสถาปัตยกรรมในชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก นับจากในอดีต มาจนถึงปัจจุบัน แต่เดิมนั้น สถาปัตยกรรมในแต่ละท้องถิ่น จะสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของช่าง ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ในความพยายามที่จะทำการออกแบบ และก่อสร้างอาคาร ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทั้งภูมิประเทศและภูมิอากาศในพื้นที่ เกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานที่ต้องใช้ในอาคาร แต่ในปัจจุบัน เมื่อมีการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ทันสมัยได้คราวละมากๆ ประกอบกับการขนส่งที่สะดวกสบาย สถาปนิกและวิศวกรจึงหันมาออกแบบก่อสร้างอาคาร เพื่อมุ่งเน้นที่จะเอาชนะต่อธรรมชาติ ใช้วัสดุ เทคนิค และวิธีการก่อสร้าง

การออกแบบสถาปัตยกรรมในชุมชนที่น่าอยู่อาศัย จึงต้องคำนึงถึงการสร้างสรรค์เอกลักษณ์เฉพาะตัวของพื้นที่ ด้วยการออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางสถาปัตยกรรมในชุมชน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน และเป็นการช่วยประหยัดการใช้พลังงาน อันเป็นส่วนสำคัญของการอนุลักษณ์สภาพแวดล้อมที่ดี ให้คงอยู่ต่อไป รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของภูมิภาคที่มีอยู่เดิมที่บางครั้งถูกเรียกขานว่า สถาปัตยกรรมท้องถิ่น มักจะตอบสนองต่อปัจจัยทางวัฒนธรรม และสภาพภูมิอากาศ ผลที่ได้ คือ สถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ซึ่งเป็นแม่แบบที่สถาปนิกควรเรียนรู้ เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบอาคารที่พักอาศัยในชุมชน ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในแง่ของการประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์วัฒนธรรมส่วนท้องถิ่น และสร้างบรรยากาศเฉพาะตัวของสถานที่ ทำให้มีเอกลักษณ์และน่าสนใจ การออกแบบสถาปัตยกรรม ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องต่อต้านการใช้เทคโนโลยี แต่ต้องได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด ที่จะใช้เทคโนโลยี ในการที่จะช่วยให้อาคาร มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีแต่เพียงลำพัง สถาปนิกจำต้องเรียนรู้ จากบทเรียนเก่าๆ จากอดีต และปรับให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ หลักการออกแบบขั้นพื้นฐาน

การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย

19

การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย มีองค์ประกอบ 3 ประการ ประกอบด้วย การออกแบบที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของภูมิภาค และการใช้วัสดุก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม แท้จริงแล้วการออกแบบ ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีมานานแล้วหลายร้อยปี แม้ว่ายุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้น พึ่งจะเกิดขึ้นเป็นเวลาไม่นานมานี้เอง สถาปัตยกรรมท้องถิ่น ให้บทเรียนมากมายในการออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละสภาพภูมิอากาศ ยกตัวอย่างเช่น กระท่อมน้ำแข็งของชาวเอสกิโม เป็นต้น ที่ใช้วัสดุก่อสร้างอาคารที่หาได้ในท้องถิ่น คือ หิมะและน้ำแข็ง และออกแบบรูปร่างของอาคาร ที่สามารถกักเก็บความร้อนไว้ได้ดีที่สุด คือ เป็นรูปร่างโดมครึ่งวงกลม รูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนี้ ถูกพัฒนามาเป็นพันๆ ปีมาแล้ว โดยชนเผ่าเอสกิโม เพื่อเป็นการรักษาตัวรอด ในสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายของทวีปอาร์คติก การหันทิศของอาคาร เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด จากทิศทางของแสงอาทิตย์ ในเรื่องการรักษาระดับของอุณหภูมิในอาคาร และการให้แสงสว่างภายในอาคาร ได้รับการปฏิบัติโดยชาวอียิปต์ กรีก จีน แอซเทค อินดา และวัฒนธรรมโบราณอื่น ๆ รอบโลก

เมื่อมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และการประดิษฐ์เครื่องปรับอากาศดังเช่นในปัจจุบัน ทำให้การออกแบบอาคารประหยัดพลังงานแบบดั้งเดิมค่อยๆ เลิกใช้ไป ภาพลวงตาที่ว่าพลังงานเป็นสิ่งที่ราคาถูก และมีมากมาย ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยเสริม ในงานสถาปัตยกรรม ผลก็คือ มีอาคารเป็นจำนวนมากในทุกวันนี้ ที่พึ่งพาการเอาชนะธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี มากกว่าที่จะออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ การออกแบบสถาปัตยกรรม ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องต่อต้านการใช้เทคโนโลยี แต่ต้องได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด ที่จะใช้เทคโนโลยี ในการที่จะช่วยให้อาคาร มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีแต่เพียงลำพัง สถาปนิกจำต้องเรียนรู้ จากบทเรียนเก่าๆ จากอดีต และปรับให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ลักการออกแบบขั้นพื้นฐาน ที่ต้องคำนึงถึงมีดังต่อไปนี้ พิจารณาทิศทางของแสงอาทิตย์ เมื่อวางตำแหน่งของอาคารโดยทั่วไป ต้องทำการพิจารณาทิศทางของดวงอาทิตย์ มุมที่ดวงอาทิตย์ทำต่อโลกตลอดรอบปี เมื่อทำการออกแบบผนังอาคาร การกำหนดขนาดและตำแหน่งของหน้าต่าง การออกแบบแผงกันแดด และการวางผังภายในของอาคาร

ความเป็นมาของการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมภายในและภายนอก

openlabarchitects.com

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในการออกแบบสถาปัตยกรรมได้มีการอ้างอิงความสัมพันธ์ระหว่างภายนอกและภายในอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นในยุคคลาสสิคเป็นการคิดรูปทรงขึ้นเพื่อให้ตอบสนองต่อแนวคิดในการสร้างที่ว่างภายในตามแบบแผนขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและความเชื่อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติแวดล้อมของคนสมัยนั้น ซึ่งเป็นการมองจากภายนอกเข้าสู่ภายใน ต่อมาในปัจจุบันเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อประโยชน์ใช้สอย โดยเน้นไปที่ความเรียบง่าย มีรูปทรง ใช้การสื่อความหมายด้วยสัญลักษณ์ รวมถึงคิดค้นวิธีการออกแบบที่มีความเฉพาะตัว ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างยุคสมัยได้อย่างชัดเจน

ในปัจจุบันสถาปัตยกรรมมีการออกแบบไว้หลากหลายแนวมากขึ้น เป็นการผสานความคิดเข้าด้วยกัน โดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ที่เป็นผลกระทบต่อความรู้สึก ทำให้สถาปัตยกรรมมีรูปแบบที่สัมพันธ์กับรูปทรงภายนอก กล่าวคือทำให้รูปทรงภายนอกดูเรียบง่าย แต่ภายในมีความซับซ้อน แต่หากลองมองย้อนกลับไปจะพบว่า สถาปัตยกรรมตะวันออกเป็นตัวเลือกที่ลงตัวของการผสานความเป็นภายนอกและภายในรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากสร้างสรรค์จากการเน้นมิติความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ เป็นการยอมรับสภาพแวดล้อม ปรับตัวเข้าหาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยเหตุนี้สถาปัตยกรรมแถบตะวันออกจึงควรพัฒนาแนวคิดด้วยกันเน้นระบบการคิดจากภายใน แทนที่จะเน้นจากภายนอกที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมหลังสมัยใหม่ที่ยังเน้นการกลับหาแนวคิดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่นผลงานออกแบบของ Richard Meier นักสถาปัตยกรรมชื่อดังได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของ Le Corbusier หรือผลงานของสถาปนิกแนว Minimalism อย่าง John Pawson เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของMies van de Rohe ทำให้สถาปัตยกรรมเป็นแนวคิดในรูปแบบแยกย่อย มีความหลากหลาย แปลกตา

สถาปัตยกรรมแต่ละยุคสมัยต่างเป็นสิ่งที่ช่วงแสดงเรื่องราวในแต่ละช่วงเวลา ช่วยบอกเล่าถึงที่มาอันเชื่อมโยงไปสู่การทำความเข้าใจในประวัติศาสตร์ สังคม เมือง หากมองในด้านศิลปะแล้ว สถาปัตยกรรมนั้นจัดได้ว่ามีความงดงาม บางยุคอาจดูไร้ค่าน่ารื้อถอน แต่หากพิจารณาในแง่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ อาคารทุกหลังล้วนมีความเท่าเทียมด้วยกันทั้งสิ้น เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยชี้ถึงเรื่องราวที่มีค่าในประวัติศาสตร์

การออกแบบสถาปัตยกรรมมีความซับซ้อนมากกว่าในอดีต

openlabarchitects.com

ในปัจจุบันการออกแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ  จำเป็นจะต้องอาศัยกระบวนการต่างๆที่เป็นระเบียบแบบแผนมากขึ้น  เพราะมีผู้ร่วมมือกับสถาปนิกในหลากหลายอาชีพมาช่วยกันประกอบการตัดสินใจ อีกทั้งอาคารสมัยใหม่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ความจำเป็นของกระบวนการออกแบบ และตัดสินใจของสถาปนิก ที่ต้องมีระบบและวิธีการที่ถูกต้องเป็นที่ยอมรับ เพราะสถาปนิกมีความรู้เข้าใจต่อปัญหาต่างๆจำกัดลง เนื่องจาก ปริมาณความยุ่งยากและสลับซับซ้อนของปัญหาการออกแบบสถาปัตยกรรมปัจจุบันมีมากขึ้น มากกว่าในอดีต เกินความรอบรู้โดยลำพังของสถาปนิกคนเดียว ที่จะหาแนวทางแก้ไขอย่างถูกต้องจึงทำให้ต้องมีการร่วมมือของผู้ชำนาญการหลายประเภท ที่จะทำให้งานออกมาอย่างมีระบบและถูกต้อง

การออกแบบในปัจจุบัน ส่วนมากมีการดัดแปลงจากอาคารเดิม และมีการพัฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้น ทั้งอาคารในประเทศและต่างประเทศ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง รวมถึงความเหมาะสมกับยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งหลักสูตรที่เปิดสอนในปัจจุบันยังเน้นถึงผลของการออกแบบมากกว่าความคิดอย่างรอบคอบถึงปัญหาที่จะตามมา ดังที่มีนักวิจารณ์ได้กล่าวไว้ว่า การสอนวิชาสถาปัตยกรรม ยังคงยึดถือรูปทรงตามสมัยนิยมมากกว่าความเข้าใจความเหมาะสมของยุคสมัยที่แตกต่างกัน

นักคิดสร้างสรรค์เป็นผู้ที่ออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นมีความรอบรู้ทั่วไป ในทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบสถาปัตยกรรม มากกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะเน้นความคิดการสังเคราะห์ ค้นหาคุณภาพที่เป็นเลิศทางรูปทรงและที่ว่างของสถาปัตยกรรม วิธีการแก้ปัญหาเป็นลักษณะคล้ายคลึงกันในทุกอาคารที่ออกแบบ แม้ว่าบางคนมีการร่วมทำงานเป็นกลุ่ม แต่ผู้ร่วมงานทุกคนนั้น มีประสบการณ์และพื้นฐานการศึกษาที่คล้ายคลึงกัน

การออกแบบอาคารในสมัยนี้ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว การตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบเป็นสำคัญ มีการนำเสนอผลงานออกมาหลายรูปแบบ  เหมาะสมกับสภาวะการณ์ในปัจจุบัน และประสบการณ์ของความรู้สึกนึกคิดที่สะสมมาในอดีต มีการแสวงหาข้อมูลใหม่ๆในการออกแบบ มีความคิดที่แปลกใหม่อย่างสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการแข่งขันในธุรกิจ ทำให้เป็นที่ต้องการจากเจ้าของงานมากขึ้น ทำให้ต้องมีกำหนดการเลือกการบริการของสถาปนิก เหมือนเช่นการเลือกช่างก่อสร้างที่มีฝีมือดี