แนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

แนวความคิดหลัก 4 ประการ ที่นำมาใช้ในการพัฒนาแนวความคิดในการออกแบบ คือ:
1. เพื่อสร้างอาคารที่มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้สอยและเอื้อต่อการปรับเปลี่ยน เพื่อให้การจัดแสดงงานศิลปะ เป็นไปอย่างอิสระ ภายในพื้นที่หลากหลายซึ่งมี แสง ขนาด และลักษณะแตกต่างกัน
2. เพื่อสร้างอาคารที่มีคุณลักษณะอันเหมาะสม และอิงรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย อาคารพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะแห่งนี้ จะต้องเป็นตัวแทนอันสำคัญของวัฒนธรรมไทย มีความน่าตื่นเต้น เชื้อเชิญ ตอบสนองต่อประโยชน์ใช้สอย และต้องสะท้อนความเคลื่อนไหวของศิลปะไทยร่วมสมัย
3. อาคารนี้ถูกออกแบบให้มี พื้นที่ (Space) ภายในสูง เพื่อให้เหมาะสมกับการแสดงงานศิลปะ นอกจากนี้มีพื้นที่ใจกลางอาคาร ยังแสดงถึง เอกลักษณ์ของอาคาร ซึ่งเป็นตัวกำหนดภาพรวมของงานตกแต่งภายในทั้งหมด
4. ภายในอาคารโดยเฉพาะห้องแสดงนิทรรศการ ควรจะใช้ประโยชน์จากแสดงธรรมชาติให้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ แสงนั้นต้องได้รับการควบคุม ชั้นบนของอาคาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องแสดงงานศิลปะได้ถูกออกแบบให้ตอบสนอง และพัฒนาแนวความคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม

แนวความคิดในการออกแบบแสงสว่างภายใน
เนื่อง จากช่วงเวลาทำการส่วนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ เป็นช่วงเวลากลางวัน แสงธรรมชาติจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดขอบเขตของพื้นที่แสดงงานศิลปะ และยังเอื้อประโยชน์สูงสุดในการชมงานศิลปะ แต่อย่างไรก็ตาม แสงธรรมชาติจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศและช่วงเวลาของปี แสงธรรมชาติสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในส่วนแสดงงานประติมากรรม ซึ่งปริมาณแสงโดยตรงจากดวงอาทิตย์ที่เหมาะสม จะช่วยเน้นความงามของประติมากรรม ในห้องแสดงงานจิตรกรม มีความต้องการแสงธรรมชาติที่มีความสม่ำเสมอเสริมด้วยแสงไฟฟ้า

แนวความคิดในการออกแบบห้องจัดนิทรรศการ
ความยืดหยุ่น ความหลากหลาย และความน่าสนใจของห้องแสดงงานศิลปะ
ความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรมในปัจจุบัน ทำให้เกิดทางเลือกเพิ่มขึ้นนอกเหนือจาก “การแสดงงานภายในกล่องสี่เหลี่ยม”
สถาปัตยกรรม ที่ดีควรมีบทบาทในการเกื้อหนุนงานแสดงทางศิลปะและในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิด ความยืดหยุ่นในการจัดแสดงและการวางผัง ห้องแสดงงานศิลปะก็ยังควรเป็นส่วนที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เกิดความหลากหลาย ด้านพื้นที่ ลักษณะในการแสดงผลงานด้านศิลปะ

ก้าวใหม่ของการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว


แนวคิดหนึ่งของสถาปัตยกรรมในปัจจุบันคือความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่บนฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวถูกสร้างให้เป็นรูปธรรมโดยมาร์เซล คาร์ลเบอเรอร์ สถาปนิกชาวสวิสเซอร์แลนด์วัย 66 ปีที่ทำงานในประเทศเยอรมันตั้งแต่วัยหนุ่มร่วม 10 ปีได้ใช้เทคนิคการก่อสร้างยุคเมโสโปเตเมียเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยการปลูกต้นไม้ โดยได้สร้างจุดประกายสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต โดยผลงานนาม Auerworld Palace มารดาแห่งสถาปัตยกรรมที่สร้างจากต้นวิลโลว์ ในปี 1998 ที่ชานเมือง Auerstedtประเทศเยอรมัน โดยจุดเด่นของสถาปัตยกรรมมีชีวิตคือการก่อสร้างโดยใช้อาสาสมัครทุกเพศทุกวัย จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมร้อยสังคมที่เคยห่างเหินให้กลับมาใกล้ชิด อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรักและความหวงแหนจากสิ่งก่อสร้างที่ทำมาด้วยมือของตน จนทำให้เกิดการตกผลึกเป็นงานเฉลิมฉลองในคืนพระจันทร์เต็มดวงของคนในชุมชนที่จะมารวมตัวกันโดยไม่ต้องนัดหมายนอกจากนี้ยังมีอีกชิ้นหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ วิหารต้นวิลโลว์เป็นสถาปัตยกรรมมีชีวิตขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.2001 ณ เมือง Rostock ประเทศเยอรมัน ซึ่งสถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์สื่อสารถึงศาสนาที่ยังมีชีวิต ซึ่งมุ่งไปที่การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ มนุษย์ และมิติทางความเชื่อ ในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมมีชีวิตเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีปยุโรป ทั้ง สวีเดน เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ เบลเยียม ออสเตรีย หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา โดยรวมแล้วมีจำนวนกว่า 70 แห่ง แม้สถาปัตยกรรมมีชีวิตจะอยู่ในห้วงยามของการทดลอง แต่ก็เปรียบเสมือนก้าวแรกของนวัตกรรมการออกแบบที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
ฉะนั้นในการออกแบบถาปัตยกรรมแต่ละชิ้นนั้นสถาปนิกต้องศึกษาความรู้เทคโนโลยีด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยไม่จำกัดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของวิชาชีพอื่นอีกต่อไป เพราะทุกอย่างจะเข้ามาเชื่อมโยงกันในที่สุดอย่างไรก็ตาม จะต้องรำลึกไว้เสมอว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่มิใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการได้มาซึ่งสถาปัตยกรรมสีเขียวแท้จริงแล้วคือการผสมผสานแนวคิดอนุรักษ์นิยมเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยที่ทุกคนต้องตระหนักว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่ทุกคนในโลกนี้ต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถาปัตยกรรมในชุมชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทัศนียภาพ


สถาปัตยกรรมภายในชุมชนสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท อาทิ บ้าน สโมสร สถานประกอบการ ร้านค้า ศูนย์กลางชุมชน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอาคารสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กอื่นๆ เช่น ศาลาพักผ่อน ศาล เป็นต้น อาคารเหล่านี้มีหลายรูปแบบและลักษณะ ตามประเภทการใช้งานของอาคาร รสนิยมและรายได้ของเจ้าของบ้าน และวัสดุที่จัดหาได้ในแต่ละท้องที่ อาจเป็นอาคารไม้ อาคารปูน มีตั้งแต่ชั้นเดียว ชั้นครึ่ง หรือสองชั้น

รูปแบบของสถาปัตยกรรมในชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก นับจากในอดีต มาจนถึงปัจจุบัน แต่เดิมนั้น สถาปัตยกรรมในแต่ละท้องถิ่น จะสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของช่าง ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ในความพยายามที่จะทำการออกแบบ และก่อสร้างอาคาร ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทั้งภูมิประเทศและภูมิอากาศในพื้นที่ เกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานที่ต้องใช้ในอาคาร แต่ในปัจจุบัน เมื่อมีการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ทันสมัยได้คราวละมากๆ ประกอบกับการขนส่งที่สะดวกสบาย สถาปนิกและวิศวกรจึงหันมาออกแบบก่อสร้างอาคาร เพื่อมุ่งเน้นที่จะเอาชนะต่อธรรมชาติ ใช้วัสดุ เทคนิค และวิธีการก่อสร้าง

การออกแบบสถาปัตยกรรมในชุมชนที่น่าอยู่อาศัย จึงต้องคำนึงถึงการสร้างสรรค์เอกลักษณ์เฉพาะตัวของพื้นที่ ด้วยการออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางสถาปัตยกรรมในชุมชน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน และเป็นการช่วยประหยัดการใช้พลังงาน อันเป็นส่วนสำคัญของการอนุลักษณ์สภาพแวดล้อมที่ดี ให้คงอยู่ต่อไป รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของภูมิภาคที่มีอยู่เดิมที่บางครั้งถูกเรียกขานว่า สถาปัตยกรรมท้องถิ่น มักจะตอบสนองต่อปัจจัยทางวัฒนธรรม และสภาพภูมิอากาศ ผลที่ได้ คือ สถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ซึ่งเป็นแม่แบบที่สถาปนิกควรเรียนรู้ เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบอาคารที่พักอาศัยในชุมชน ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในแง่ของการประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์วัฒนธรรมส่วนท้องถิ่น และสร้างบรรยากาศเฉพาะตัวของสถานที่ ทำให้มีเอกลักษณ์และน่าสนใจ การออกแบบสถาปัตยกรรม ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องต่อต้านการใช้เทคโนโลยี แต่ต้องได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด ที่จะใช้เทคโนโลยี ในการที่จะช่วยให้อาคาร มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีแต่เพียงลำพัง สถาปนิกจำต้องเรียนรู้ จากบทเรียนเก่าๆ จากอดีต และปรับให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ หลักการออกแบบขั้นพื้นฐาน

การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย

19

การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย มีองค์ประกอบ 3 ประการ ประกอบด้วย การออกแบบที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของภูมิภาค และการใช้วัสดุก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม แท้จริงแล้วการออกแบบ ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีมานานแล้วหลายร้อยปี แม้ว่ายุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้น พึ่งจะเกิดขึ้นเป็นเวลาไม่นานมานี้เอง สถาปัตยกรรมท้องถิ่น ให้บทเรียนมากมายในการออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละสภาพภูมิอากาศ ยกตัวอย่างเช่น กระท่อมน้ำแข็งของชาวเอสกิโม เป็นต้น ที่ใช้วัสดุก่อสร้างอาคารที่หาได้ในท้องถิ่น คือ หิมะและน้ำแข็ง และออกแบบรูปร่างของอาคาร ที่สามารถกักเก็บความร้อนไว้ได้ดีที่สุด คือ เป็นรูปร่างโดมครึ่งวงกลม รูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนี้ ถูกพัฒนามาเป็นพันๆ ปีมาแล้ว โดยชนเผ่าเอสกิโม เพื่อเป็นการรักษาตัวรอด ในสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายของทวีปอาร์คติก การหันทิศของอาคาร เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด จากทิศทางของแสงอาทิตย์ ในเรื่องการรักษาระดับของอุณหภูมิในอาคาร และการให้แสงสว่างภายในอาคาร ได้รับการปฏิบัติโดยชาวอียิปต์ กรีก จีน แอซเทค อินดา และวัฒนธรรมโบราณอื่น ๆ รอบโลก

เมื่อมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และการประดิษฐ์เครื่องปรับอากาศดังเช่นในปัจจุบัน ทำให้การออกแบบอาคารประหยัดพลังงานแบบดั้งเดิมค่อยๆ เลิกใช้ไป ภาพลวงตาที่ว่าพลังงานเป็นสิ่งที่ราคาถูก และมีมากมาย ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยเสริม ในงานสถาปัตยกรรม ผลก็คือ มีอาคารเป็นจำนวนมากในทุกวันนี้ ที่พึ่งพาการเอาชนะธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี มากกว่าที่จะออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ การออกแบบสถาปัตยกรรม ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องต่อต้านการใช้เทคโนโลยี แต่ต้องได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด ที่จะใช้เทคโนโลยี ในการที่จะช่วยให้อาคาร มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีแต่เพียงลำพัง สถาปนิกจำต้องเรียนรู้ จากบทเรียนเก่าๆ จากอดีต และปรับให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ลักการออกแบบขั้นพื้นฐาน ที่ต้องคำนึงถึงมีดังต่อไปนี้ พิจารณาทิศทางของแสงอาทิตย์ เมื่อวางตำแหน่งของอาคารโดยทั่วไป ต้องทำการพิจารณาทิศทางของดวงอาทิตย์ มุมที่ดวงอาทิตย์ทำต่อโลกตลอดรอบปี เมื่อทำการออกแบบผนังอาคาร การกำหนดขนาดและตำแหน่งของหน้าต่าง การออกแบบแผงกันแดด และการวางผังภายในของอาคาร

ความเป็นมาของการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมภายในและภายนอก

openlabarchitects.com

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในการออกแบบสถาปัตยกรรมได้มีการอ้างอิงความสัมพันธ์ระหว่างภายนอกและภายในอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นในยุคคลาสสิคเป็นการคิดรูปทรงขึ้นเพื่อให้ตอบสนองต่อแนวคิดในการสร้างที่ว่างภายในตามแบบแผนขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและความเชื่อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติแวดล้อมของคนสมัยนั้น ซึ่งเป็นการมองจากภายนอกเข้าสู่ภายใน ต่อมาในปัจจุบันเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อประโยชน์ใช้สอย โดยเน้นไปที่ความเรียบง่าย มีรูปทรง ใช้การสื่อความหมายด้วยสัญลักษณ์ รวมถึงคิดค้นวิธีการออกแบบที่มีความเฉพาะตัว ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างยุคสมัยได้อย่างชัดเจน

ในปัจจุบันสถาปัตยกรรมมีการออกแบบไว้หลากหลายแนวมากขึ้น เป็นการผสานความคิดเข้าด้วยกัน โดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ที่เป็นผลกระทบต่อความรู้สึก ทำให้สถาปัตยกรรมมีรูปแบบที่สัมพันธ์กับรูปทรงภายนอก กล่าวคือทำให้รูปทรงภายนอกดูเรียบง่าย แต่ภายในมีความซับซ้อน แต่หากลองมองย้อนกลับไปจะพบว่า สถาปัตยกรรมตะวันออกเป็นตัวเลือกที่ลงตัวของการผสานความเป็นภายนอกและภายในรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากสร้างสรรค์จากการเน้นมิติความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ เป็นการยอมรับสภาพแวดล้อม ปรับตัวเข้าหาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยเหตุนี้สถาปัตยกรรมแถบตะวันออกจึงควรพัฒนาแนวคิดด้วยกันเน้นระบบการคิดจากภายใน แทนที่จะเน้นจากภายนอกที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมหลังสมัยใหม่ที่ยังเน้นการกลับหาแนวคิดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่นผลงานออกแบบของ Richard Meier นักสถาปัตยกรรมชื่อดังได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของ Le Corbusier หรือผลงานของสถาปนิกแนว Minimalism อย่าง John Pawson เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของMies van de Rohe ทำให้สถาปัตยกรรมเป็นแนวคิดในรูปแบบแยกย่อย มีความหลากหลาย แปลกตา

สถาปัตยกรรมแต่ละยุคสมัยต่างเป็นสิ่งที่ช่วงแสดงเรื่องราวในแต่ละช่วงเวลา ช่วยบอกเล่าถึงที่มาอันเชื่อมโยงไปสู่การทำความเข้าใจในประวัติศาสตร์ สังคม เมือง หากมองในด้านศิลปะแล้ว สถาปัตยกรรมนั้นจัดได้ว่ามีความงดงาม บางยุคอาจดูไร้ค่าน่ารื้อถอน แต่หากพิจารณาในแง่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ อาคารทุกหลังล้วนมีความเท่าเทียมด้วยกันทั้งสิ้น เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยชี้ถึงเรื่องราวที่มีค่าในประวัติศาสตร์