สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจสุดล้ำ ของกรุงปารีสในยุค 2050

Vincent Callebaut สถาปนิกผู้ออกแบบผลงานด้านสถาปัตยกรรม กรุงปารีสในปี 2050 โดยออกแบบภายใต้คอนเซ็ป Smart City เมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าท่ามกลางปัญหาโลกร้อนที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยเน้นพื้นที่สีเขียวไปพร้อม ๆ กับดีไซน์ทันสมัยของสถาปัตยกรรม หากพูดถึงกรุงปารีส หลายคนก็จะนึกถึงภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยงานศิลปะ บรรยากาศโรแมนติกชวนให้อยากออกไปท่องเที่ยว หรือปลายทางของการฮันนีมูน แต่ในอนาคตภาพลักษณ์ของกรุงปารีสในปี 2050 อาจเปลี่ยนไป โดยแทนที่ด้วยความทันสมัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนกรุงปารีสเป็น Smart City ด้วย 8 อาคารต้นแบบ พร้อมระบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที ซึ่งอาคารต้นแบบทั้ง 8 หลัง จะมีรูปทรงของตัวอาคารแตกต่างกันไป บ้างก็เป็นอาคารรูปภูเขา บ้างก็เป็นตึกสูงเสียดฟ้า โดยต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากธรรมชาติ อีกทั้งยังนำธรรมชาติเข้ามาส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยการใช้พื้นที่สีเขียวเข้ามาช่วยรักษาอุณหภูมิ การนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ และผนังต้นไม้ที่ช่วยสร้างร่มเงา เพื่อให้คนเมืองได้สูดอากาศบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะสร้างสวนสาธารณะที่จะกลายเป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้ไว้ด้วย

สำหรับการออกแบบของอาคารรังผึ้ง ฮันนีคอมบ์ ทาวน์เวอร์ มีความพิเศษออกไปอีกนิดหนึ่งตรงที่ ผนังของอาคารแห่งนี้สามารถเก็บสะสมพลังงานแสงอาทิตย์แล้วนำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าต่อได้ ส่วนภายในของอาคารทั้งหมดก็เป็นแบบผสมผสานระหว่างที่พักอาศัยกับแหล่งธุรกิจ นอกจากนี้คนเมืองสามารถเดินทางไปยังอาคารหรือสถานที่อื่น ๆ ได้ โดยการใช้รถสาธารณะร่วมกัน เพื่อลดปัญหาการสร้างมลภาวะในอากาศ

ทั้งนี้การนำหลักการออกแบบสถาปัตยกรรม โดยเน้นพื้นที่สีเขียวนับว่าเป็นความคิดที่ล้ำเลิศเป็นอย่างมาก เพราะทุกๆวันนี้โลกเรานั้นได้ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่างๆมากมาย ที่ก่อให้เกิดความเสียหายและการสูญเสียตามมา ดังนั้นหากทุกประเทศร่วมมือกันช่วยกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นการนำสิ่งแวดล้อมมาช่วยในการแต่งเติมในพื้นที่ต่างๆ ก็จะสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนลงได้เช่นกัน

แนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

แนวความคิดหลัก 4 ประการ ที่นำมาใช้ในการพัฒนาแนวความคิดในการออกแบบ คือ:
1. เพื่อสร้างอาคารที่มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้สอยและเอื้อต่อการปรับเปลี่ยน เพื่อให้การจัดแสดงงานศิลปะ เป็นไปอย่างอิสระ ภายในพื้นที่หลากหลายซึ่งมี แสง ขนาด และลักษณะแตกต่างกัน
2. เพื่อสร้างอาคารที่มีคุณลักษณะอันเหมาะสม และอิงรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย อาคารพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะแห่งนี้ จะต้องเป็นตัวแทนอันสำคัญของวัฒนธรรมไทย มีความน่าตื่นเต้น เชื้อเชิญ ตอบสนองต่อประโยชน์ใช้สอย และต้องสะท้อนความเคลื่อนไหวของศิลปะไทยร่วมสมัย
3. อาคารนี้ถูกออกแบบให้มี พื้นที่ (Space) ภายในสูง เพื่อให้เหมาะสมกับการแสดงงานศิลปะ นอกจากนี้มีพื้นที่ใจกลางอาคาร ยังแสดงถึง เอกลักษณ์ของอาคาร ซึ่งเป็นตัวกำหนดภาพรวมของงานตกแต่งภายในทั้งหมด
4. ภายในอาคารโดยเฉพาะห้องแสดงนิทรรศการ ควรจะใช้ประโยชน์จากแสดงธรรมชาติให้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ แสงนั้นต้องได้รับการควบคุม ชั้นบนของอาคาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องแสดงงานศิลปะได้ถูกออกแบบให้ตอบสนอง และพัฒนาแนวความคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม

แนวความคิดในการออกแบบแสงสว่างภายใน
เนื่อง จากช่วงเวลาทำการส่วนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ เป็นช่วงเวลากลางวัน แสงธรรมชาติจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดขอบเขตของพื้นที่แสดงงานศิลปะ และยังเอื้อประโยชน์สูงสุดในการชมงานศิลปะ แต่อย่างไรก็ตาม แสงธรรมชาติจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศและช่วงเวลาของปี แสงธรรมชาติสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในส่วนแสดงงานประติมากรรม ซึ่งปริมาณแสงโดยตรงจากดวงอาทิตย์ที่เหมาะสม จะช่วยเน้นความงามของประติมากรรม ในห้องแสดงงานจิตรกรม มีความต้องการแสงธรรมชาติที่มีความสม่ำเสมอเสริมด้วยแสงไฟฟ้า

แนวความคิดในการออกแบบห้องจัดนิทรรศการ
ความยืดหยุ่น ความหลากหลาย และความน่าสนใจของห้องแสดงงานศิลปะ
ความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรมในปัจจุบัน ทำให้เกิดทางเลือกเพิ่มขึ้นนอกเหนือจาก “การแสดงงานภายในกล่องสี่เหลี่ยม”
สถาปัตยกรรม ที่ดีควรมีบทบาทในการเกื้อหนุนงานแสดงทางศิลปะและในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิด ความยืดหยุ่นในการจัดแสดงและการวางผัง ห้องแสดงงานศิลปะก็ยังควรเป็นส่วนที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เกิดความหลากหลาย ด้านพื้นที่ ลักษณะในการแสดงผลงานด้านศิลปะ